ตอนอยู่ประถม บ่ายวันหนึ่งนอนดูทีวีอยู่ที่บ้าน จำไม่ได้แล้วว่าตอนนั้นดูหนังเรื่องอะไรอยู่ แต่ว่ามันเป็นฉากที่มีแม่มดขี่ไม้กวาดพอดีเลย พอดูถึงตอนนั้นพ่อก็เรียก และชวนเข้าสวนกันพร้อมกับพี่ชายอีกสองคนnnสวนของเราห่างจากบ้านมาเกือบสิบกิโล ตอนนั้นในพื้นที่สวนเป็นทุ่งโล่งๆ ด้านหน้ากับด้านหลัง ส่วนตรงกลางก็ปลูกมะพร้าวnnที่บ้านเรามีรถโฟล์คเต่า สีฟ้าเก่าๆ กันหนึ่ง พ่อก็พาพวกเราใส่รถไปสวน ตอนนั้นในสวนของเรายังมีลุงคนหนึ่งกับครอบครัวของแกอาศัยอยู่ พวกเขามีอาชีพทำน้ำตาลมะพร้าว แกสร้างโรงเคี่ยวน้ำตาลไว้หลังหนึ่งกลางสวน ซึ่งหลังคามุงใบจาก ไม่มีผนัง ข้างในก็จะมีเตาเคี่ยวน้ำตาลอยู่หนึ่งเตา แต่ว่ามีช่องสำหรับวางกระทะใบใหญ่สำหรับเคี่ยวน้ำตาลได้สองใบnnการทำน้ำตาลมะพร้าวก็ดูไม่ยุ่งยากอะไร แค่เอาน้ำหวานจากต้นมะพร้าวมาเคี่ยวให้แห้ง แต่จริงๆ แล้วเหนื่อยและใช้เวลามากเลย เริ่มจากชาวสวนต้องปีนขึ้นต้นมะพร้าว โดยอาจจะใช้พะอง (ไม้ไผ่ที่ตัดกิ่งแขนงออกแต่ว่ายังเหลือโคนเอาไว้ ให้เป็นเหมือนบันไดเอาไว้เหยียบเวลานำพะองไปพาดกับต้นมะพร้าว) แต่อย่างที่สวนนี่ ถ้าต้นมะพร้าวไม่สูงก็จะใช้วิธีการสับที่ลำต้นให้เป็นร่องสำหรับเหยียบขึ้นต้นมะพร้าวเลย แต่ว่าถ้ามะพร้าวสูงก็จะใช้พะองnnเมื่อปีนถึงยอด ก็เอาเชือกไปเกี่ยวงวงมะพร้าว (ดอกของมะพร้าวที่แทงออกมาจากต้น) ให้โน้มลงมา เพราะปกติงวงมะพร้าวจะแทงตั้งขึ้นฟ้า ถ้าโน้มงวงมะพร้าวลงมาได้แล้วก็จะปาดปลายงวงมะพร้าว จนมีน้ำหวานไหลออกมา ก็จะเอากระบอกไม้ไผ่ไปรองรับน้ำหวานของมะพร้าวที่ออกมา ซึ่งวันหนึ่งมักจะทำสองครั้งในเวลาเช้า และเวลาบ่าย เมื่อได้น้ำหวานจากมะพร้าวแล้วจึงนำมาเคี่ยวให้เป็นน้ำตาล โดยตอนเคี่ยวต้องใช้ไม้กระทุ้ง ซึ่งเป็นไม้ที่มีขวดลวดตรงปลาย คล้ายกับไม้ตีไข่แต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่า การใช้ไม้กระทุ้งจะช่วยให้น้ำตาลแห้งได้เร็วขึ้น ซึ่งปริมาณน้ำหวานจากมะพร้าวต่อปริมาณน้ำตาลที่ได้ ประมาณ 8 ต่อ 1 … พอน้ำตาลเคี่ยวได้ที ก็ตักขึ้นมาพึ่งลมจนเย็น มันก็กลายเป็นก้อน สมัยนั้นในสวนไม่ได้ใช้แม่พิมพ์ น้ำตาลก็จะออกมาเป็นก้อนที่ไม่ค่อยเท่ากัน แต่ก็เป็นก้อนโค้งๆ ตามลักษณะของกระบวยที่ใช้ตักnnเป็นเด็กก็ได้แต่ยืนมองเขาทำน้ำตาล แล้วก็ลองหยิบน้ำตาลสดที่อยู่ในกระบอกไม้ไผ่มาลองกิน ก็ไม่รู้สึกว่ามันอร่อยตรงไหนนะ กินยากอีกต่างหาก เพราะมีทั้งตัวผึ้งและเศษดอกมะพร้าวnnพวกเราเป็นเด็กเรากินของหวานแล้วก็มีแรงออกวิ่ง ตอนนั้นเด็กๆ คิดว่าตัวเองมีวิทยายุทธกันทุกคน เพราะเราต่างก็เรียนวิชาตัวเบาและสังกัดสำนักใดสำนักหนึ่ง ไม่ว่าจะ บู๊ติ๊ง เสาหลิน คุนหลุน เพระหนังจีนกี่เรื่องเวลานั้นก็ดูกันหมด การปีนต้นไม้ไปเก็บเอาผลไม้จากบนต้น ก็ไม่ต่างกับการไปเก็บท้อบนสวรรค์ หรือบัวหิมะจากเขาเทียนซานnnวันนั้นพวกเราก็ไม่พลาดที่จะปีนขึ้นต้นมะพร้าวกัน เพราะเห็นว่ามันมีพะองพาดอยู่กับต้นมะพร้าว ผมก็เลยได้มีโอกาสเห็นงวงมะพร้าวกับกระบอกน้ำตาลที่อยู่บนยอดมะพร้าวเป็นครั้งแรกnnแต่ว่าขึ้นไปนั่งอยู่บนยอดมะพร้าวอยู่ได้ไม่นาน อยู่ๆ ทางมะพร้าวที่ผมนั่งอยู่มันก็หลุดจากคอมะพร้าว ผมก็เลยร่วงลงมาพร้อมทางมะพร้าว เหมือนได้นั่งทางมะพร้าวลงมาคล้ายกับแม่มดขี่ไม้กวาดที่เพิ่งดูในวันนั้น เสียแต่ว่าตกลงมาเสียงดัง “ตุ๊บ” แต่ว่าร้องไม่ออกสักคำหนึ่ง เพราะว่ามันจุ๊กจนร้องไม่ออก แต่พี่ชายลงมาแล้วก็วิ่งไปตามพ่อให้มาช่วยnnวันนั้นผมก็เลยถูกอุ้มใส่รถโฟล์คกลับบ้าน แต่ว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไร นอนสักพักก็หาย ไม่ต้องไปหาหมอnn… มะพร้าวเคยถูกชาวยุโรปถูกเรียกว่า “Nux indica” (Indian nut, ถั่วอินเดีย) ตามชื่อที่มาร์โค โปโล (Marco Polo) นักเดินทาวชาวเวนิส เป็นคนตั้ง ซึ่งว่ากันว่ามาร์โค โปโล ได้พบกับมะพร้าวครั้งแรกตอนที่เขาเดินทางมาถึงบริเวณเกาะสุมาตราในปี 1280nnทางเหนือของโปตุเกส และกาลิเซีย (สเปน) มีนิทานพื้นบ้านที่เล่าต่อกันถึง ปีศาจตนหนึ่งชื่อ เอล โคโค่ (el Coco) ซึ่งปีศาจตนนี้จะมายืนอยู่บนหลังคาบ้าน และจะเลือกจับเด็กที่ดื้อไปกินเป็นอาหาร เรื่องของโคโค่ กลายเป็นนิทานที่ผู้ใหญ่ใช้เล่าเพื่อขู่เด็กๆ ที่ดื้อไม่เชื่อฟัง ทำนองเดียวกับที่คนไทยขู่เด็กๆ ว่าตุ๊กแกจะมากินตับnnนิทานเรื่องโคโค่ถูกเล่าต่อกันมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 โดยบันทีกเก่าแก่ที่มีบันทึกเอาไว้ อยู่ในหนังสือ Auto de los desposorios de la Virgen เขียนโดย ณวณ คาเซส (Juan Caxes)nnและต่อมาภายหลังจากนิทานได้กลายมาเป็นเพลงกล่อมเด็ก ที่มีเนื้อหาในทำนองเดียวกับนิทาน เช่นnnเนื้อเพลงกล่อมเด็กชื่อ VAI-TE EMBORA Ó PAPÃO ในภาษาโปตุเกส ร้องว่าnnVai-te embora, ó papão จงออกไป, เจ้าปีศาจร้ายnnde cima desse telhado จงไปอยู่บนหลังคาบ้านโน้นnndeixa dormir o menino จงปล่อยให้เด็กน้อยได้หลับไหลnnum soninho descansado ปล่อยให้เด็กน้อยหลับอย่างมีความสุขnnคำว่า “Coco” หรือ Cuca, Cuco ในภาษาโปตุเกสและสเปน นั้นมีความหมายเดียวกับคือหมายถึง ศรีษะ, กระโหลกnnคำว่า “Coconut” ที่แปลว่า มะพร้าว เกิดจากการเดินทางทะเลของวาสโก ดา กาม่า (Vasco da Gama, 1460s- 1524) นักเดินเรือชาวโปตุเกส ซึ่งเป็นชาวยุโรปคนแรกที่สามารถเดินทางไปยังอินเดียโดยใช้เส้นทางทางทะเลได้สำเร็จ วาสโก ดา กาม่า ได้พบกับมะพร้าวครั้งแรกบริเวณหมูเกาะโพลีนีเซีย (Polynesia) ในมหาสมุทรแปซิฟิก จึงได้ตั้งชื่อผลไม้ชนิดนี้ว่า “Coconut” ตามชื่อปีศาจในนิทาน เพราะผลของมะพร้าวที่คล้ายกระโหลกnnชาวฮินดู นั้นถือว่ามะพร้าวเป็นผลไม้ที่ศักดิ์สิทธิ และมักถูกนำไปใช้ในพิธีกรรมทางศาสนา เพราะเชื่อกันว่าเมื่อพระวิษณุ (Lord Vishnu) ได้อวตารมาเกิดเป็นมนุษย์ พระองค์ได้ลงมาพร้อมกับพระลักษมี (Lakshmi), มะพร้าวและ กามาเทนู (Kamadhenu) ซึ่งเป็นวัวศักดิ์สิทธิ์ ต้นกำเนิดของวัวทั้งมวลnnรูปปั้นของพระลักษมีส่วนใหญ่พระนางจะมีสี่กร ประทับนั่งบนบัลลังค์ดอกบัว มือข้างขวาถือดอกบัว และมือซ้ายจะถือเหยือกน้ำซึ่งทำจากมะพร้าวnnยังมีเรื่องเล่ากันอีกว่า ครั้งหนึ่งกษัตริย์ ตรีชานกุ (Trishanku) ต้องการที่จะเดินทางไปยังสวรรค์ แต่ว่าการเดินทางไปยังสวรรค์ด้วยกายเนื้อนั้น เป็นการผิดกฏสวรรค์ กษัตริย์ตรีชานกุ จึงได้เดินทางไปขอร้องให้ฤษีวิศวามิตร (Viswamitra) ใช้ญาณวิเศษในการส่งพระองค์ไปยังสวรรค์ ซึ่งฤษีวิศวามิตรได้ยอมทำตามnnแต่ว่าระหว่างที่ฤษีวิศวามิตรกำลังส่งให้กษัตริย์ตรีชานกุลอยไปยังสวรรค์นั้น พระอินทร์ (Indra) เห็นเข้าก็ทรงพิโรธ เพราะว่าการเข้าสู่สวรรค์ด้วยกายเนื้อนั้นผิดกฏ พระอินทร์จึงทรงใช้พลังพลักให้กษัตริย์ตรีชานกุร่วงลงมาnnแต่ว่าระหว่างที่กษัตริย์ตรีชานกุกำลังตกลงมานั้น ฤษีวิศวามิตรก็ใช้พลังของเขาหยุดให้กษัตริย์ตรีชานกุลอยอยู่ในอากาศระหว่างโลกและสวรรค์ และเมื่อฤษีวิศวามิตรได้คุยกับพระอินทร์แล้ว ก็ยอมเข้าใจกฏสวรรค์แต่โดยดีnnแต่เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับกษัตริย์ตรีชานกุ ฤษีวิศวามิตรจึงได้เสกไม้เท้าไปค้ำกษัตริย์ตรีชานกุที่ลอยอยู่ในอากาศ และไม้เท้าที่ค้ำนี่เองได้กลายมาเป็นต้นมะพร้าวnnnnnกลับมาที่เรื่องทางวิชาการกันหน่อย… อันคำว่า Coconut ยังไม่ใช่เฉพาะ Coco แต่ที่ว่า หัวกระโหลก เท่านั้น แต่คำว่า “nut” ก็ยังไม่ใช่ “nut” อีกด้วย เพราะทางพฤษศาสตร์แล้ว ลูกมะพร้าว จัดเป็น “Drupe” ไม่ใช่ “nut”nnDrupe หมายถึงผลไม้ที่มีเนื้อเยื่ออ่อนนุ่ม ห่อหุ้มเมล็ดเดี่ยวที่แข็งไว้ภายใน ขณะที่ Nut จะหมายถึงผลที่มีเปลือกแข็งห่อหุ้มเมล็ดเอาไว้ภายใน และจะไม่แตกออกเองเพื่อปล่อยเมล็ดภายในออกมาnnเชื่อกันว่ามะพร้าวมีถิ่นกำเนิดอยู่ในบริเวณอินเดียถึงเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในขณะที่ฟอสซิลของมะพร้าวซึ่งเก่าแก่ที่สุดในโลก ถูกค้นพบบนเกาะเหนือของประเทศนิวซีแลนด์ มีอายุกว่า 15 ล้านปีnnnnชาวมาเลย์ให้ฉายามะพร้าวว่า “pokok seribu guna” ซึ่งแปลว่า ต้นไม้ที่ใช้ประโยชน์พันอย่าง (tree of a thousand uses) …. คุณเห็นด้วยไหม ? 🥥